Love to Read

LOVE TO READ อ่านมากรู้มาก อ่านน้อยรู้น้อย ไม่อ่านไม่รู้



วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

จดหมายถึงแม่




จดหมายถึงแม่
ฉบับวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

กราบแม่ที่เคารพรักที่สุดในชีวิต  
            แม่ขา..หนูกราบแม่ค่ะ ในวันแห่งความรักวันนี้  คิดถึงแม่จังค่ะ..คิดถึงมาก  วันครูปีที่แล้วหนูให้สัญญากับพ่อว่าหากยังมีชีวิตอยู่หนูจะเขียนจดหมายถึงพ่ออีก  แต่หนูผิดสัญญามาเกือบเดือนแล้วค่ะแม่ หนูมัวทำงานและคงนึกถึงแต่ตัวเองมากเกินไปค่ะ ทั้งๆ ที่รู้สึกคิดถึงแม่ตั้งแต่วันพ่อ ๕ ธันวาแล้ว  วันพ่อเป็นวันเกิดของแม่  วันครูเป็นวันที่หนูเสียแม่  หนูจึงคิดถึงทั้งพ่อและแม่  ทั้งวันพ่อและวันครู  หนูยังไม่ลืมสัญญาที่ให้กับพ่อไว้ค่ะ..
           หนูมีวันนี้ได้ วันแห่งความสง่างามในชีวิต  เพราะหนูเป็นลูกพ่อ ลูกแม่ที่สอน วิชาชีวิตให้หนู จากต้นกล้าเล็ก ๆ จนกระทั่งเป็นไม้ที่แข็งแรงในวันนี้  หนูกราบพ่อกับแม่ค่ะ  วันครูปีหน้าหนูจะเขียน จดหมายถึงพ่ออีกนะคะ..แม่ขาหนูไม่เสียใจแล้วค่ะ ที่หนูไม่ได้เป็นหมอ   ณ วันนี้หนูภาคภูมิใจกับการเป็น"ครูของแผ่นดิน"ที่สุดค่ะ หนูจะทำหน้าที่ของหนูให้ดีที่สุดหนูให้สัญญาค่ะ

      ไม่ดีเลยนะคะกับการผิดสัญญา มีผู้ใหญ่บอกหนูค่ะว่าหนูเป็นคนใจดีชอบรับปากและให้สัญญาคนง่าย ๆ ซึ่งผลมีทั้งบวกและลบ  ทางบวก..เขาบอกว่าทำให้มีคนรัก คนชอบเพราะแสดงการมีน้ำใจ  เขาขอความช่วยเหลือหรือไหว้วานเราได้ง่าย  ในขณะเดียวกันผลเสียก็มีมากด้วย  หากเราทำตามสัญญาไม่ได้คนก็จะขาดความเชื่อถือ  ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ  หนูก็ว่าจริงทำให้หนูต้องพิจารณาตัวเองค่ะ ว่าจริงแท้แน่เลย   หนูจึงรีบมาคุยกับพ่อและแม่ในวันสำคัญนี้ค่ะ..พ่อกับแม่ไม่โกรธหนูนะคะ  สัญญาของหนูล่าช้าไปนิดหนึ่ง   ในโกทูโนหนูก็สัญญาครูพี่คิมค่ะว่าจะอธิบายเรื่องการตกแต่งรูป แต่หนูยังไม่ได้ทำเลยค่ะ  ครูพี่คิมจะขาดความไว้เนื้อเชื่อใจไหมคะนี่..

        แม่ขา..อยากกอดแม่จังค่ะ  อยากกอดแน่นๆ กอดนานๆ อยากหอมแก้มแม่ด้วย แก้มแม่ที่นุ่มๆขาวๆนวลๆ ที่หนูเคยลูบ เมื่อแม่ไม่สบาย  อีกตั้งหลายอย่างค่ะที่หนูอยากทำให้แม่ อยากนวดหลังให้แม่  อยากบีบไหล่ให้แม่  ไหล่ที่แม่เคยปวดนักหนาเมื่อแม่ยังอยู่กับหนู   แม่คงเมื่อย คงปวด..ล้าจากการตรากตรำกับงานหนัก 

         หนูยังจำภาพเหล่านี้ได้ติดตาตรึงใจ..  แม่ให้หนูบีบหลัง หัวไหล่ ต้นคอให้ ตั้งแต่หนูตัวเล็กนิดเดียว มือก็เล็ก  แม่คงไม่รู้สึกดีขึ้นเพราะแรงมือของหนูน้อย  แม่จะบอกว่า  เอาแฮงๆ  ทั้งๆที่หนูก็ว่าบีบจนสุดแรงแล้วแต่แม่คงไม่หายปวดนั่นเอง   ฝีมือบีบของหมอนวดตัวเล็กคงไม่ทำให้อาการปวดเมื่อยของแม่บรรเทาลง แม่จึงให้หนูขึ้นไปเหยียบให้แม่เลย  ภาพที่แม่เอาผ้าห่มสะบัดๆแล้วก็พับครึ่งปูที่พื้นบ้านบ้าง  บนแคร่บ้าง  บางทีก็ใต้ถุนบ้าน  แม่จะนอนคว่ำ หนุนหมอนบ้าง บางทีก็หนุนแขนของแม่เองแล้วให้หนูเหยียบให้    แม่จะปูผ้าชิดข้างฝาหรือมีราวไว้เพื่อให้หนูได้เกาะ หรือเอามือยันข้างฝาไว้ให้มั่น  หากไม่เช่นนั้นการทรงตัวของหนูก็จะไม่ดีทำให้การเหยียบแม่ดิ้นไปมา  แทนที่จะคลายจากการปวดเมื่อย แม่ก็จะเจ็บมากกว่าเดิม     
        แม่จะให้หนูเหยียบทุกคืนหลังจากงานของแม่เสร็จแล้ว   กว่างานแม่จะเสร็จแต่ละวันก็ดึกมาก   บางคืนหนูก็ง่วงเมื่อเหยียบให้แม่  ตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง การเหยียบแม่ก็จะให้เหยียบไล่จากปลายเท้าขึ้นมาที่น่อง   แล้วก็ขยับขึ้นมาที่ขา  สะโพก ซึ่งส่วนนี้หนูไม่ค่อยระวังก็ได้ เพราะเป็นส่วนที่มีเนื้อเยอะ  พอถึงตรงนี้หนูก็จะยืนนิ่งๆ พิงข้างฝา บางครั้งก็หลับไปด้วย    แม่คงผิดสังเกตที่เห็นหนูเงียบก็เรียกชื่อหนูดังๆ บางครั้งหนูตกใจลื่นไถลตกจากตัวแม่เลย   แม่ก็จะว่าให้หนูแรงๆ   ตั้งใจ๋หน้อย เอาแต้ๆ   ถ้าตั้งใจ๋ กำเดียวก่อแล้ว   ตอนนั้นหนูไม่ได้คิดถึงความหมายที่แม่พูดหรอกค่ะ น้อยใจด้วยซ้ำว่าแม่ใช้หนูอยู่คนเดียวไม่เห็นใช้น้องสาวเลย หนูขอให้เสร็จๆ ก็แล้วกัน    หากย้อนเวลาได้หนูจะไม่น้อยใจแม่เลยค่ะ  หนูจะตั้งใจทำให้แม่ดีที่สุด   หนูกราบขอโทษแม่ด้วยค่ะ 

        เอาแต้ๆ” ของแม่ ..หมายถึง ทำจริงๆ  ตั้งใจ๋หน้อย” ไม่ได้หมายความว่าให้ตั้งใจน้อย แต่หมายถึง “ให้ตั้งใจหน่อย เวลาทำงาน หากตั้งใจจริงๆ งานก็จะเสร็จไว  แม่คงตั้งใจจะให้หนูเหยียบให้แม่คลายจากอาการปวดเมื่อย   หากแม่ดีขึ้นแม่คงบอกให้หยุดเหยียบ  นั่นหมายถึงว่าหากหนูมีความตั้งใจทำแล้วสำเร็จตามที่แม่ต้องการหนูก็จะได้หยุดพักไวขึ้นนั่นเอง  คำพูดของแม่สั้นๆ แต่ความหมายชัดเจน เข้าทำนองพูดง่าย ทำง่าย

        สายตัวแทบขาด” หนูรู้ชัดของความหมายจากแม่นี่เอง  การทำงานของแม่ทำทุกวัน ตั้งเช้ามืดจรดค่ำ บางวันย่างเข้าถึงยามค่ำคืนด้วย  เส้นสายในตัวของแม่คงตึงไปหมด  แม่จึงต้องหาวิธีการคลายความปวด..ความเมื่อย..โดยหนู   "เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด" คงเป็นอย่างนี้เอง   แม่ขา..หนูสงสารแม่จังค่ะ  แม่ให้หนูเหยียบจนกระทั่งหนูตัวโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังคงได้เหยียบให้แม่สม่ำเสมอ  เหยียบตรงเอวที่แม่ปวด  เหยีบบตรงน่องที่แม่เมื่อย  เหยียบแม้กระทั่งต้นคอของแม่  แม่บอกว่าให้ใช้ส้นเท้ากดลงไปนิ่งๆนานๆ หากถูกตรงจุดที่ปวดแล้วแม่จะได้รู้สึกสบาย แล้วค่อยยกเท้าออก    จนหนูไปเป็นครูที่บ้านนอกไกลโพ้น  หลายเดือนถึงจะได้กลับบ้านสักครั้งหนึ่ง  แม่จะรอการมาเยี่ยมบ้านของหนู   รอให้หนูมาเหยียบให้แม่  แม่จะถามเสมอว่า “เมื่อไหร่จะมาบ้านอีก”  ..ช่างเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากเหลือเกินที่แม่ต้องทนต่อสู้กับความเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  จาก สิบปี ยี่สิบปี จนถึงหกสิบสี่ปีของแม่   ตลอดชีวิตของแม่เลยทีเดียวก็ว่าได้กับความเหน็ดเหนื่อยจากการเฝ้าบ่มเพาะต้นกล้าเล็กๆ 3 กล้า   หลังจากที่พ่อจากไป   เพื่อการเป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตอย่างงดงาม ด้วยความรัก  ทะนุถนอม  ดูแล เอาใจใส่   ยิ่งหวนคิด.. พาให้สะท้อนในอกที่หนูได้ดูแลแม่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่แม่ดูแลพวกหนู  ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูก

ดำน้ำหื้อหันทราย      นอนหงายหื้อหันฟ้า   แม่พ่อว่ามาหลายหน
ลูกยังไม่รู้คำตอบ       แปลกชอบกล          ทำไมคนต้องเป็นเช่นนี้แล


        เป็นอีกหนึ่งคำสอนของพ่อและแม่ ที่เฝ้าพร่ำบอกหนูในการทำงาน  หนูไม่เข้าใจหรอกค่ะว่าหมายถึงอะไร  เพราะหนูไม่เคยดำน้ำ  หนูกลัวน้ำเพราะเคยตกน้ำคลองข้างบ้าน หากพ่อช่วยไม่ทันหนูก็คงไม่มีวันนี้    ดังนั้นคำว่าดำน้ำหื้อหันทราย”  หนูจึงคิดถึงนัยของสำนวนไม่ได้เลยนอนหงายหื้อหันฟ้าก็เช่นกัน หนูรู้จักฟ้า รู้จักการนอนหงาย  แต่หนูไม่รู้จริงๆว่าพ่อต้องการจะบอกอะไรหนู  เมื่อพ่อจากไปแม่ก็ใช้สำนวนนี้แหละค่ะบอกกล่าวหนูบ่อยๆ ในการทำงาน  งานที่มีเยอะแยะมากมายในแต่ละวัน   “เอาแต้ๆ”  เยี๊ยะแต้ๆ “บ่ดีเหลาะๆแหละๆ”  “ก๋านแล้วเมื่อใดก้อยย๊าง”  หมายถึง ทำจริงๆ ไม่ให้เหลาะแหละ งานเสร็จเมื่อไหร่ค่อยพัก ก้อยย๊าง ก็หมายถึง ค่อยหยุด หรือค่อยพัก

     วันเวลาของชีวิตผ่านไปเร็วจังค่ะแม่..จากชั่วโมงเป็นวัน เป็นหลายวัน  เป็นเดือน เป็นปี และหลายๆปี   แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วที่แม่จากหนูไป เหมือนกับเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง  ชีวิตคนเราดุจใบไม้นะคะแม่  คอยที่จะร่วงหล่นลงจากต้น     ยิ่งเห็นใบไม้ยามนี้ร่วงหล่นยิ่งเหงาๆ  อ้างว้างจังค่ะ  คิดถึงแม่อย่างบอกไม่ถูก  เหมือนกับว่าเวลาของหนูก็คงเหลืออีกไม่นานแล้ว     ช่วงนี้อากาศที่บ้านเราย่างเข้าหน้าร้อนแล้ว  อากาศแห้งๆค่ะ  ต้นไม้ที่ที่ทำงานของหนูร่วงเต็มพื้น  คิดถึงพ่ออีกแล้วค่ะ..  พ่อมอบหน้าที่ให้หนูกวาดใบลำไยที่ร่วงหล่นเต็มก๋างข่วง (ลานบ้าน)    หนูกวาดๆๆๆๆ.. กวาดทุกวัน  เช้ามืดบ้าง  หากวันไหนไม่ทันก็ค่ำๆ  หากเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็ค่อยยังชั่วหน่อย  สายๆ ก็ได้    กวาดๆๆๆ.. กวาดเท่าไหร่ก็ไม่หมด  ต้นลำไยตั้งหลายต้น     กวาดเช้า..ร่วงสาย  กวาดบ่าย..ร่วงค่ำ  กวาดใบเก่า..ไปข้างหน้า  ใบใหม่..ก็ร่วงหล่นตามหลัง   กวาดแล้วกองรวมๆกัน  แล้วต้องกอบใส่ซ้าหรือตะกร้า  เอาไปทิ้งที่ท้ายสวนนู่นเพื่อเผา   พ่อบอกว่ากวาดให้เอี่ยมๆ ไม่ให้เหลือใบไม้แม้แต่ใบเดียว  พ่อขา..ก็ใบลำไยมันร่วงตามหลังหนูนี่คะ  กวาดอีกก็ร่วงอีก เฮ้อ!  พ่อบอกว่าให้อดเอา” อดเอา หมายถึง  อดทน อดทน อดทน ..คำสอนของพ่อเสมือน คำศักดิ์สิทธิ์สำหรับชีวิตหนูโดยแท้  หนูใช้คำนี้ของพ่อจนถึงทุกวันนี้ค่ะกับทุกเรื่องราวในชีวิต   พ่อบอกให้หนูอดทน    แม่บอกให้หนูเอาจริงเอาจัง  ทำอะไรให้ตลอดรอดฝั่ง   อดเอา..ของพ่อ   เอาแต้ๆ..ของแม่ ช่างยิ่งใหญ่นักในชีวิตลูกผู้หญิงเช่นหนู

ณ วันนี้ เวลานี้ หนูรู้ชัดแล้วค่ะแม่ขาดำน้ำหื้อหันทราย  นอนหงายหื้อหันฟ้า..คำทิพย์ของแม่และพ่อ  พ่อแก้วแม่ขวัญของหนู
 

ดำน้ำให้เห็นทราย   ความหมายนั้น
เรียนอะไรทะลุ         นั่นหมั่นศึกษา
เมื่อนอนหงาย         ต้องมองเห็นท้องฟ้า
ลึก..แกร่ง..กล้า      หมั่นฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
  รักแม่ที่สุดในโลก
   กราบแม่..ของลูก ผู้ปลูกชีวิต
แม่อุทิศ ทุกอย่าง เพื่อสร้างสรรค์
พระคุณแม่ มากล้ำ เกินรำพัน
ดุจตะวัน และจันทรา พาอาวรณ์

   เหลือเพียงความ ทรงจำ ให้รำลึก
ความรู้สึก ดีดี ที่แม่สอน
เอาแต๊ๆ เยี๊ยะแต้ๆดุจดั่งพร
เมื่อแม่จร จากลา จึงอาลัย

...คิดถึงแม่ วันนี้ ไม่มีแม่
รักรักแม่ รักแท้ กว่าสิ่งไหน
แม้เวลา เลยลับ นานเท่าใด
แม่อยู่ใน ดวงใจลูก ทุกวันวาร

                            ด้วยรักและเคารพแม่ที่สุดค่ะ..



บันทึกเมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมา ณ บ้าน Gotoknow




วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

จดหมายถึงพ่อ

 

จดหมายถึงพ่อ..ในวันครู
เมื่อ 16 มกราคม 2008
จดหมายถึงพ่อ

        กราบสวัสดีวันครู ค่ะ..พ่อ “วันครู” เวียนมาอีกปีหนึ่งแล้วค่ะ..หนูขอบคุณที่วันนี้ยังมีชีวิตอยู่ ได้ส่งจดหมายถึงพ่อ พูดคุยกับพ่อในวันสำคัญนี้ คิดถึงพ่...อมาหลายวันแล้วค่ะ หนูเปิดค้นดู CD เพลงวันครูที่หนูได้รับเป็นรางวัลในปีที่แล้ว และเปิดฟังเวลาขับรถไปทำงาน ไพเราะทุกเพลงค่ะ เพลงแม่พิมพ์ของชาติ .. พระคุณที่สาม.. ค่าควรเมือง.. เปลวเทียนที่ต้านลม.. ใครหนอใคร.. ครูผู้ให้คุณ.. ทำให้หนูคิดถึงพ่อที่สุด อยากร้องเพลงให้พ่อฟังค่ะ..พ่อไม่เคยได้ฟังหนูร้องเพลง..หนูได้แต่ฟังพ่อร้องฝ่ายเดียว พ่อขา..หนูมีวันนี้เพราะพ่อและแม่ วันนี้ที่หนูอยู่อย่างสง่างามในหนทางชีวิตการเป็นข้าราชการ พ่อเป็นครูคนแรกในชีวิตของหนู พ่อให้ “ต้นทุนชีวิต” แก่หนูมากมาย

        ภาพชีวิต ครั้งที่หนูยังมีพ่ออยู่ กระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำของหนูอย่างไม่มีวันลบเลือนได้เลย หนูจำได้ถึงความรักความอบอุ่นที่พ่อมีให้หนู ตั้งแต่หนูจำความได้ หนูไม่เคยลืมว่าหนูมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้กอดเอวพ่อ ซ้อนท้ายจักรยานคันโก้ของพ่อไปโรงเรียนนานตั้ง ๔ ปี ตั้งแต่แขนของหนูสั้นกอดไม่รอบเอวพ่อ พ่อจะสอดแขนมาโอบหนูไว้ด้านหลังด้วยเพราะพ่อกลัวหนูจะตกรถ พ่อจะขี่รถโดยใช้มือเดียว หนูชอบเอาแก้มแนบกับหลังของพ่อ เปลี่ยนแก้มซ้ายบ้าง ขวาบ้าง พ่อจะร้องเพลงให้หนูฟังด้วย หนูชอบเพลง น้ำตาลก้นแก้ว เพลงโสนน้อยเรือนงาม และเพลงดาวน้อย ทุกเพลงพ่อร้องได้ไพเราะที่สุด “แม่..น้ำตาลก้นแก้วเขาลืมเจ้าแล้ว...จึงหยดถึง..มือพี่...” "แม่..ฮึม..โสนน้อย..เรือนงาม...ใคร ๆ เขาเฝ้าติดตาม..เพราะว่าน้องงามเหลือล้น.." ..ดาว..เอ๋ย…ดาวน้อย..เจ้าลอยสูงเด่น..” น้ำเสียงของพ่อเวลาเอื้อนช่างไพเราะจับใจหนูที่สุด

       หนูลายมืองาม เพราะพ่อสอนหนู คุณครูขันทอง บานนิกุล เป็นคุณครูภาษาไทยคนแรกที่อยู่ในดวงใจของหนู เมื่อหนูเรียนอยู่ชั้น ป.๔ ครูให้คัดโคลงสยามานุสสติ ด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัดส่งครูในตอนเช้าของทุกวัน ครูบอกว่าคนที่ได้คะแนนเต็ม ๑๐ จะให้หยุดคัด กว่าหนูจะได้คะแนนเต็ม ๑๐ ใช้เวลาถึง ๑ ปีเต็มๆ กุศโลบายของคุณครูขันทองยอดเยี่ยมมาก ถ้าหนูไม่มีพ่อคอยให้กำลังใจ คอยช่วยหนู ดูแลหนู ตลอดปีหนูคงไม่ได้คะแนนเต็ม ทั้ง ๆ ที่คุณครูก็บอกว่าลายมือของหนูสวยกว่าใครในห้อง ครูจะหาจุดที่ต้องแก้ไข โน่นนิด นี่หน่อย “ทำไม ตัว ส กับ ล เขียนเหมือนกัน” “ ตัว พ ยังไม่ถูก เส้นกลางต้องลากขึ้นให้เท่ากับเส้นหน้าและหลัง ” “ตัว ช เขียนหัวยังไม่ถูก” “ ตัว ม ยังไม่สวย ผอมไปค่ะ..” “สระ โ ทำไมเขียนสั้นนิดเดียว ไม่ได้สัดส่วน ไม่สวย ” คุณครูขันทองเก่งจริงนะคะพ่อ เมื่อหนูเป็นครูหนูก็ใช้วิธีของคุณครูขันทองนี้แหละค่ะ นักเรียนของหนูลายมือสวยทุกคน เมื่อหนูเป็นศึกษานิเทศก์ หนูจะบอกคุณครูภาษาไทยที่ต้องการสอนให้นักเรียนคัดลายมืองามด้วยวิธีการของคุณครูขันทอง มีคุณครูหลายคนประสบความสำเร็จค่ะ....ทำให้หนูภูมิใจมาก และหนูก็คิดว่าวิธีการสอนแบบนี้แหละ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ จริงๆ มีมาตั้งนานแล้ว และ การสอนแบบย้ำ ซ้ำ ทวน ทำบ่อย ๆ นี่แหละค่ะ ที่จะทำให้นักเรียนเขียนได้จริง ๆ

      พ่อสอนหนูให้เป็นคนมุ่งมั่นในการทำงาน ตั้งใจจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ อย่ายอมแพ้อะไรง่าย ๆ เวลาจะทำอะไรก็ตามให้เอา “ใจ” ใส่ลงไปด้วยจะทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้และอย่างดีด้วย พ่อจำได้ไหมคะ..พ่อให้หนูหาบน้ำใส่โอ่งและหม้อทุกใบในบ้านตั้งแต่หนูตัวเล็ก ๆ แขนหนูสั้นนิดเดียว ขนาดเหยียดจนสุดแล้วยังจับน้ำคุยังไม่ถึงเลย (“น้ำคุ” คือ “ถังน้ำ”) เพราะไม้คานยาวกว่าแขนของหนู พ่อสอนว่าเวลาเดินในการหาบน้ำ เอวต้องอ่อนไม่แข็งกระด้าง เพราะจะทำให้น้ำกระฉอกออกในเวลาเดินแต่ละก้าว พ่อสอนวิธีตักน้ำจากบ่อว่าเวลาหย่อน “น้ำถุ้ง” ลงในบ่อต้องปล่อยลงเบา ๆ และใช้เทคนิคในการตวัดเพื่อให้ปากน้ำถุ้งคว่ำลงได้ พ่อไม่ให้โยนลงไป เพราะจะต้องใช้เวลานานและหลายครั้งกว่าที่จะตวัดให้น้ำเข้าไปอยู่ในน้ำถุ้งได้ หนูท้อแท้ ปวดบ่า ปวดหลังไปหมด เพราะในแต่ละวันต้องหาบน้ำหลายเที่ยว หนูจะหยุดพักหลายครั้งกว่าจะถึงบ้าน


        พ่อบอกให้อดทน ไม่ให้ยอมแพ้ต่อความเหน็ดเหนื่อย พ่อบอกว่าหาบน้ำไม่ตายหรอก หนูยังจำคำพูดของพ่อได้ดี หนูหาบน้ำทุกวันจนโต ให้พ่อ แม่ และน้องได้ใช้อาบ ดื่มกิน และใช้สอย รวมทั้งหาบน้ำรดผักที่ทุ่งนาหลังบ้านที่พ่อแม่ปลูกไว้ขายด้วย จนกระทั่งหนูไปเป็นครู หนูยังได้ไปตักน้ำและหาบให้เพื่อนๆที่อยู่บ้านพักครูด้วยกันใช้ดื่มและอาบค่ะ..พ่อ เพราะเพื่อนๆ หนูเขาหาบไม่เป็น หนูหัวเราะท่าทางของเพื่อนหนูคนหนึ่งค่ะ..เขาพยายามจะช่วยหนู เวลาเขาเดินซ้ายที ขวาที เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง กว่าจะถึงบ้านพักน้ำเหลือครึ่งถังเอง..เพื่อน ๆ ชมหนูว่าหนูหาบน้ำเก่งที่สุด หนูก็ยอขึ้นด้วย ยิ่งได้รับคำชมยิ่งชอบค่ะ หนูคิดว่าที่หนูตัวเตี้ยเพราะหาบน้ำนี่แหละค่ะ...แต่สิ่งที่หนูได้กลับคืนมาและฝังแน่นอยู่ในตัวเอง คือ..วิธีการทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก..ที่พ่อเพียรสอนหนู

       เมื่อพ่อจากหนูไป..หนูยิ่งลำบากกว่าเดิม หนูต้องช่วยแม่ทำงานทุกอย่าง หนูเป็นพี่สาวคนโต แม่ต้องทำงานหลายอย่างเพื่อส่งพี่ชาย หนูและน้องเรียนหนังสือ ทั้งขายกับข้าว ปลูกผัก ทำนา หนูถูกครูทำโทษทุกวัน เพราะหนูไปโรงเรียนสาย หนูต้องหาบของไปตลาดให้แม่ หนูต้องช่วยแม่ขายของ หนูไม่เคยทันเข้าแถวเคารพธงชาติกับเพื่อนๆ หนูต้องแอบยืนอยู่ข้างถนนหน้าโรงเรียน เมื่อกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จเรียบร้อยแล้วหนูถึงจะวิ่งเข้าโรงเรียน หน้าที่หลักของหนูคือล้างห้องน้ำ เป็นโทษที่หนูได้รับ แรก ๆ หนูก็อายค่ะ..แต่นานไปก็ชิน หนูรู้ว่าหนูทำผิดเพราะอะไร คุณครูทุกคนท่านก็เข้าใจค่ะ แต่เป็นกฎระเบียบของโรงเรียนที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

        หนูกลายเป็นคนขยัน ขยันทำงาน ขยันเรียน เมื่อไหร่หนูก็ไม่รู้ตัว เพราะหนูต้องดิ้นรนต่อสู้ช่วยแม่ หนูทำงานทุกอย่าง หนึ่งวันมี ๒๔ ชั่วโมง หนูจำได้ว่าหนูจะได้พักต่อเมื่อเข้านอนอย่างเดียว ผลการเรียนของหนูทำให้แม่ภาคภูมิใจโดยตลอดมา พ่อขา..ผลการสอบของหนูไม่เคยได้ต่ำกว่าที่ ๓ ของห้องค่ะ หนูอยากเรียนหมอ แต่แม่ไม่ให้หนูเรียน แม่บอกว่าเงินมีไม่มาก ต้องส่งลูกเรียนถึง ๓ คน แม่บอกว่าเรียนครู “ปันได้กิ๋น” (ได้เงินเร็ว ,ได้งานเร็ว) หนูเสียใจมาก หนูไม่อยากเป็นครู แต่หนูก็เชื่อฟังแม่ค่ะ..หนูเป็นคนว่านอนสอนง่าย..และหนูก็สงสารแม่มากด้วย แม่ไม่ค่อยพูดเล่นกับหนูเหมือนพ่อค่ะ..แม่เอาแต่ทำงาน..ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน เดี๋ยวนี้แม่สบายแล้ว..แม่ได้พักชั่วนิรันดร์... แม่เป็น “ครู สอนวิชาชีวิต” ให้หนูค่ะ

         หนูเรียนครู ๔ ปี หนูจำได้เทอมแรกของการเรียนครูปี ๑ หนูได้เกรดเฉลี่ย ๓.๖๙ ชื่อของหนูได้ขึ้นบอร์ดหน้าห้องวิชาการ หนูภาคภูมิใจที่สุด หนูจำที่พ่อเคยพร่ำสอนหนู ทำอะไรต้องทำจริงจัง ทำให้ดีที่สุด พ่อบอกว่าเกิดเป็นคนทั้งทีต้องเอาดีให้ได้ เพราะคำสอนของพ่อนี่แหละค่ะ ที่ทำให้หนูเหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ หนูต้องท่องหนังสืออย่างหนัก เพื่อรักษาชื่อให้อยู่บนบอร์ดไว้ตลอดทุกเทอมใน ๔ ปี หนูจำได้เมื่อหนูเรียนปี ๓ ท่านอาจารย์พรชัย สวนปาน ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ เรียกหนูเข้าไปคุยด้วย ท่านถามว่า “ท่องหนังสืออย่างไรถึงจำคำพูดของครูได้ทุกคำพูด” เมื่ออยู่ปี ๔ หนูก็ได้รับคำถามเช่นเดียวกันนี้จาก อาจารย์บพิตร โกมลตรี ท่านบอกว่าทึ่งหนูค่ะ..

        เทคนิคการท่องหนังสือของหนูไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ..พ่อ หนูก็อ่านเยอะๆ อ่านหลายๆรอบ รอบแรกหนูจะอ่านแบบผ่านสายตาให้หมดก่อน รอบที่ ๒ หนูจะขีดเส้นใต้คำสำคัญไว้ รอบที่ ๓ หนูจะคัดประโยคและข้อความที่หนูขีดเส้นใต้ไว้ในสมุดบันทึก รอบที่ ๔ เป็นต้นไปหนูก็จะอ่านในสมุดที่หนูบันทึกใหม่เป็นภาษาที่หนูสรุปความเอง วิชาหนึ่งๆ หนูอ่านมากกว่า ๑๐ รอบค่ะ ..พ่อว่าหนูขยันไหมคะ.. หนูอ่านทุกวัน อ่านทุกครั้งที่มีเวลา ตลอด ๔ ปีหนูนั่งรถประจำหนูไม่เคยคุยกับใครเลยค่ะ..ขึ้นนั่งรถได้ก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ หนูมีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งค่ะ..เราเรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยม นั่งรถประจำด้วยกัน ท่องหนังสือเหมือนกัน เดี๋ยวนี้เขาเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาแล้วค่ะ..ก็เราขยันเหมือนกันนี่คะ เพื่อน ๆ ทุกคนกลัวการท่องหนังสือของหนูค่ะ

        เมื่อหนูสอบบรรจุเป็นครู หนูก็สอบได้ที่ ๑ ค่ะ สอบเรียนต่อปริญญาโท หนูก็ได้ที่ ๑ ด้วย หนูรู้ตัวว่าหนูไม่ใช่คนเก่ง แต่หนูเป็นคนขยัน ขยันนี่เหมือนคนบ้าหรือเปล่าคะพ่อ หนูจะเล่าให้พ่อฟังค่ะ..ว่า..ครั้งหนึ่งหนูนอนอ่านสมุดโน้ตในตอนกลางคืนหลังจากทำงานช่วยแม่แล้ว หนูเอาตะเกียงวางไว้ข้างๆ ตัว ใช้สองมือจับสมุดไว้ แล้วหนูก็ง่วงค่ะ สมุดตกใส่ตะเกียง ไฟไหม้สมุดและไหม้ผมหนูด้วย...แม่ตกใจมากค่ะ..หนู หายง่วงเลย..จนถึงขณะนี้หนูยังเก็บสมุดเล่มนั้นไว้เลยค่ะ ..วิธีการแก้ง่วงของหนูในการท่องหนังสือมีหลายวิธีค่ะ วิธีหนึ่งคือหนูจะเอาถังใส่น้ำมาวางและเอาเท้าไปแช่ในน้ำค่ะ..เพื่อให้ตาสว่าง..พ่อว่าหนูทรหดไหมคะ..

       เทคนิควิธีการท่องหนังสือของหนู มีคนนำไปเป็นตัวอย่างเยอะแยะมากมายค่ะ.. คุณครูที่ลาศึกษาต่อหรือน้องๆ ครูอัตราจ้างที่จะสอบบรรจุครู หรือคุณครูที่สอบเรียนต่อ ต่างมายืมสมุดโน้ตย่อของหนูซึ่งมีอยู่หลายเล่มเพื่อเอาไปอ่านประสบผลสำเร็จกันหลายคนค่ะ...ล่าสุดหนูได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายในเรื่องเทคนิคการอ่านตำราในเวลาที่จำกัด สำหรับคุณครูที่จะต้องสอบเพื่อเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น มีคุณครูหลายคนที่ใช้วิธีการของหนูได้สำเร็จต่างดีใจกันใหญ่ค่ะ..หนูภาคภูมิใจมาก ในช่วงนี้มีคุณครูนำช่อกล้วยไม้สัญลักษณ์ ของ“วันครู”มาขอบคุณหนูหลายคน มีทั้งคนที่อายุมากกว่าหนูด้วย..พ่อกับแม่ภูมิใจกับหนูไหมคะ..

      เมื่อหนูเป็นครูหนูก็ทำหน้าที่ของหนูอย่างดีที่สุด หากหนูตั้งความหวังไว้ว่าจะทำอะไร ที่เป็นประโยชน์ต่องานในหน้าที่ หนูก็ตั้งใจทำอย่างเต็มความสามารถ และก็สำเร็จได้อย่างที่หวังไว้ค่ะ คนรอบข้างยอมรับหนูจากผลงานของหนูที่ปรากฏชัดเจน ต่อเนื่องตลอดมา หนูเปลี่ยนงานเป็นศึกษานิเทศก์เพราะหนูต้องการใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการร่วมกับคุณครูพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชนของชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของภาษาไทยค่ะ..พ่อ คุณครูบอกหนูว่าศึกษานิเทศก์เป็นครูของครูแต่หนูว่าไม่ใช่ เป็นเพื่อนมากกว่า เพื่อนที่แสนดี..คำนี่มีคุณครูบอกหนูค่ะ...

       ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของหนู ที่หนูอยากบอกให้พ่อกับแม่ดีใจด้วย หนูได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ รางวัลผู้ประกอบวิชาชีพคุรุสภาดีเด่น ในปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาค่ะ...หนูเป็น ๑ ใน ๙ คน จากคุณครูทั้งหมดเจ็ดแสนคนทั่วประเทศ โดยเป็นคุณครูผู้สอน ๕ คน ผู้บริหารสถานศึกษา ๒ คน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ๑ คน และศึกษานิเทศก์ ๑ คน หนูได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ ผลงานของหนูได้รับการเผยแพร่ ในรายการ “ ครูของแผ่นดิน" ด้วยค่ะ..

        หนูมีวันนี้ได้ วันแห่งความสง่างามในชีวิต เพราะหนูเป็นลูกพ่อ เป็นลูกแม่ที่สอน “วิชาชีวิต” ให้หนู จาก..ต้นกล้าเล็ก ๆ..จนกระทั่งเป็น..ไม้ที่แข็งแรง ในวันนี้..หนูกราบพ่อกับแม่ค่ะ.. กราบสวย ๆ ด้วย..วันครูปีหน้าหนูจะเขียนจดหมายถึงพ่ออีกนะคะ..แม่ขา..หนูไม่เสียใจแล้วค่ะ..ที่หนูไม่ได้เป็นหมอ..ณ วันนี้หนูภาคภูมิใจกับการเป็น "ครูของแผ่นดิน" ที่สุดค่ะ..หนูจะทำหน้าที่ของหนูให้ดีที่สุด..หนูให้สัญญาค่ะ

ด้วยความเคารพรักและเทิดทูนพ่อกับแม่ที่สุดค่ะ

จาก..ลูก

เนื่องในวันครู ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ หนูขอกราบคารวะคุณครูทุกท่าน
ขอน้อมกราบคุณครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา
ให้หนูค่ะ..ทุกท่าน ตั้งแต่หนูเรียนชั้นอนุบาล
คุณครูสงวน ครูคนที่ ๓ ในชีวิตของหนู
คุณครูขันทอง บานนิกุล
คุณครูภาษาไทยคนแรกในดวงใจของหนู  
คุณครูทุกท่านเมื่อหนูเรียน
ชั้นประถมถึงมัธยม ระดับ ป.กศ.ต้น
ป.กศ.สูง ปริญญาตรีและปริญญาโท
ทุกท่าน รวมทั้งคุณครูที่ให้ความรู้
ใน Gotoknow และคุณครูทุก ๆ ท่านค่ะ...
กราบคารวะคุณครูทุกท่านด้วยดวงใจค่ะ..
วัชราภรณ์



เป็นบันทึกใน "บันทึกชีวิตเดินทาง" เว็บไซต์ Gotoknow เมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมา..