Love to Read

LOVE TO READ อ่านมากรู้มาก อ่านน้อยรู้น้อย ไม่อ่านไม่รู้



วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ป้ากะปู่กู้อีจู้


คนรุ่นเก่ายังจำได้ไหมคะ
ป้ากะปู่..
ป้ากะปู่ดูตาอู๋ตีกะบี่กะตาอี่..
ป้าจ๋า ตาอี่ตีกะบี่ดี ..
ตาอี่จะตีบ่าตาอู๋ ..ตาอู๋ดูตาตาอี่
ป้าปะปู่กู้อีจู้ ..ป้าดูปู่กู้อีจู้..
(ความจำจาก ชั้นป.๑ จากแบบเรียนเร็ว เล่มใหม่)

สองพี่น้อง เรียกวิหค นกที่รัก
"วันนี้ไย ไม่ร้องทัก ทีเหงาหงอย"
นกร้อง "โธ่! โอ้อกข้า พี่มาคอย
นึกว่าสาย อีกหน่อย ถึงจะมา
ไยวันนี้ พี่ตื่น ก่อนเช้าตรู่
รีบไปดู งานอะไร อีกเล่าขา"
...ฯลฯ (ค้างอีก ๙๔ บรรทัด)...
(ความจำจากนิทานร้อยบรรทัด ชั้น ป.๓)

นะโมข้าจะไหว้ วระไตรระตะนา
ใส่ไว้ในเกศา วระบาทะมุนี
คุณะวระไตร ข้าใส่ไว้ในเกศี
เดชะพระมุนี ขออย่ามีที่โทษา
ข้าขอยอชุลี ใส่เกศีไหว้บาทา
พระเจ้าผู้กรุณา อยู่เกศาอย่ามีภัย
............................................
โทโสแลโมโห อย่าโลเลโจ้เจ้ใจ
กุมาระกุมารี ตะรุณีที่เยาว์วัย
จะล่อพอเข้าใจ ให้รู้จำคำวาที
ว่าไว้ใน ก กา ก ข ขา อา อิ อี
ว่าไว้ในเท่านี้ ที่พอได้ใน ก กา
...........................................
(ความจำจาก บทท่อง ปฐม ก กา หัดอ่าน)

ดีจังค่ะ..ทวนความจำในอดีตชาติ..เอ๋ย..ไม่ใช่อดีตกาลน๊านนานนนนน..มาแล้ว
ทำให้คิดได้ว่า ..เอ..แบบเรียนภาษาไทยที่กำหนดตามหลักสูตรฉบับปัจจุบัน ทั้งภาษาพาที และ วรรณคดีลำนำ มีบทใดบ้านที่เด็กได้ท่องจนจำขึ้นใจข้ามกาลเวลา(อิๆๆ)ได้นานเช่นนี้..ต้องตามไปดูแล้วค่ะ...
ปฏิรูปแต่ละครั้งก็กำหนดปรัชญาไว้สวยหรู..แต่น่าจะยังไปไม่ถึงดวงดาว..คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น (๒๕๒๑)..เก่ง ดี มีสุข (๒๕๔๔) และ .....(๒๕๕๑)  และ คสช. กำลังจะปฏิรูปอีกเร็วๆนี้

ขอวางไว้ก่อนก็แล้วกันนะคะ..ดึกเอยดึกแล้ว..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


เว็บไซต์ต่างชาติเผย 5 สาเหตุที่ภาษาอังกฤษไทยรั้งท้ายอาเซียน


1
เว็บไซต์ Tasty Thailand ออกมาเปิดเผยบทความน่าสนใจ โดยตั้งหัวข้อว่า "ทำไมภาษาอังกฤษของไทยถึงแย่อันดับท้ายๆในอาเซียน"    เพราะระบบการศึกษางั้นหรือ?  และออกมาวิเคราะห์ว่าทำไมถึงเป็นเพราะสาเหตุนั้น เขาวิเคราะห์ไว้ ดังนี้ (ท่านเห็นด้วยหรือไม่)

ข้อ 1  ระบบการศึกษาไทยเน้นท่องจำ

ท่องกันจนเป็นนกแก้วนกขุนทอง!! ระบบการศึกษาไทยมักจะสอนให้เด็กท่องจำจากที่ครูสอน แกรมมา และคำศัพท์ถูกเขียนบนกระดานดำ ให้เด็กอ่านและจำ ซึ่งไม่มีการวิเคราะห์พูดคุย หรือตั้งคำถามคำตอบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ตอนเรียน เพราะจะกลัวว่าจะถูกด่าว่าโง่นั่นเอง

2

ข้อ 2 ไม่มีการสอนคิดแบบวิเคราะห์

การเรียนการสอนของไทยนั้น สอนให้รับรู้ ไม่ต้องคิดและไม่ต้องถามว่าสิ่งที่สอนนั้นถูกต้องจริงหรือ ซึ่งคนไทยต้องหัดคิดวิเคราะห์เพื่อแยกแยะโครงสร้างซับซ้อนของภาษา แต่พวกเขาทำไม่ได้ ทำให้เกิดการที่เรามักจะเห็นคนไทยเชื่อข่าวปลอมๆ หรือข่าวลวงๆ โดยไม่มีการคิดวิเคราะห์อยู่เป็นประจำ  
รวมถึงการขาดความสามารถด้านนี้ ทำให้คนไทยไม่กล้าพูดอังกฤษเข้าไปอีก นับว่าเป็นปัญหาลูกโซ่ต่อมา

3

ข้อ 3  ครูไทยไร้คุณภาพ

ข้อนี้อาจจะกระทบครูหลายคน  ครูไทยไม่ใช่บุคลากรที่ยอดเยี่ยมมากทางด้านภาษาอังกฤษ   แถมยังเติบโตมาพร้อมกับการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยได้มาตรฐาน   
รวมถึงตัวครูเองก็ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม และแม่พิมพ์ของชาติเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบต่อเด็กไทยนั่นเองครับ..(คนเขียนวิเคราะห์เพิ่ม)

4

ข้อ 4  ครูต่างชาติไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อครูไทยด้อยคุณภาพ หลายๆโรงเรียนมีแนวคิดจ้างครูต่างชาติ แต่เนื่องจากไม่สามารถจ่ายเงินเดือนสูงมาก ทำให้บางครั้งก็ได้ครูไม่มีมาตรฐาน  
และในบางครั้งโรงเรียนต่างๆ ก็จ้างบุคลากรเหล่านี้ ที่ไม่ค่อยได้มาตรฐานเท่าไร เช่น จบปริญญาแต่ไม่ได้เรียนด้านการสอน ไม่มีวุฒิปริญญา หรือที่ร้ายสุดคือใช้วุฒิปริญญาปลอมมาสมัครเป็นครูเลยก็มี

5

ข้อ 5   กระทรวงศึกษาธิการ
ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายมาหลายๆ ครั้ง แต่ก็ไม่ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้ คงต้องรอให้ระบบมาตรฐานกระทรวงและครูไทยสูงขึ้น อย่างเช่นจ่ายเงินเดือนครูมากขึ้น ดึงดูดคนมีความสามารถมาทำงานเป็นครูให้ได้    
และส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นที่ชาวต่างชาติส่วนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นต่อระบบการศึกษาไทย ว่าเหตุใดที่คนไทยเรียนภาษา 12 – 15 ปี แต่ยังใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ดีเท่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
Source: WeGoInter
จากเว็บไซต์ http://www.scholarship.in.th/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2-5-%E0%B8%AA%E0%B8%B2/

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

สพฐ. ปัดฝุ่นตำราโบราณยุค 2499 แบบเรียนเร็วใหม่ สำหรับ นร.ชั้นป.1-3 แก้ปัญหาอ่านเขียนภาษาไทย



สพฐ. ปัดฝุ่นตำราโบราณยุค 2499 แบบเรียนเร็วใหม่ สำหรับ นร.ชั้นป.1-3 “อภิชาติ” เผยเคยได้เรียนมาก่อน ตั้งใจนำมาใช้แก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของ นร. ทุ่มงบ 10 ล้านบาทจัดพิมพ์ 6 แสนเล่ม แจก ร.ร. พร้อมใช้ทันทีเทอม 1 ปี 57 ระบุเตรียมรวบรวมผลงาน อ.รัชนี ยกย่องเป็นผลงานชั้นเยี่ยม ยันแบบเรียน “มานี-มานะ” ไม่ได้หายไปไหน แต่จัดไว้ในหมวดหนังสืออ่านนอกเวลา




 วันนี้ (17 เม.ย.) นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเตรียมนำแบบเรียนเร็วใหม่ ระดับตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ของอำมาตย์โทพระวิภาชน์ วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวส) มาใช้เป็นแบบเรียนสำหรับเด็กช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 ซึ่งเป็นแบบเรียนฝึกสะกดคำ และได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นแบบเรียนในโรงเรียนมาแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2499 โดยแบบเรียนดังกล่าวเป็นแบบเรียนที่อ่านง่าย เน้นการสะกดคำแจกลูกประโยคไว้ชัดเจน เช่น ก า, กา กา มา, ม า มา กามา ...และตามด้วยรูปงู กาตีงู ปูขาเก ตาโม จูงโค โคขาเกไถนา ตาคำ แกทำนา กะเมียแก แกมีวัว 5 ตัว เมียแก ไปพาวัว มาไถนา เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กอ่าน ออก เขียนได้ และจดจำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแบบเรียนนี้ตนมีความสนใจและเคยเรียนมาก่อน ช่วยให้เด็กจดจำคำศัพท์ อ่านออก และเขียนได้ถูกต้อง แต่เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบันโรงเรียนจะไม่เน้นการสอนแบบแจกคำแล้ว เมื่อเด็กเจอศัพท์ใหม่จึงไม่สามารถอ่านประโยคนั้นได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าแบบเรียนนี้มีประโยชน์และควรนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็ก




       
       “จุดประสงค์ของการรื้อฟื้นแบบเรียนเร็วใหม่ขึ้นมานั้น เพื่อต้องการแก้ปัญหาเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้โดยเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาผมได้หารือกับครูภาษาไทยพบว่า แบบเรียนเร็วใหม่มีความน่าสนใจ ซึ่งมีบางโรงเรียนนำร่องใช้แบบเรียนนี้มาแล้วจนทำให้เด็กมีพัฒนาการการเรียนภาษาไทยดีขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าภายใน 1-2 ปีจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างแน่นอนซึ่ง สพฐ. จะให้โรงเรียนแจ้งความประสงค์มา และ สพฐ. จะจัดลงไปให้เพื่อใช้เสริมการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก” นายอภิชาติ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สพฐ. ได้เริ่มพิมพ์แบบเรียนเร็วใหม่แล้วจำนวน 600,000 เล่ม ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท โดยจะให้เริ่มใช้เรียนตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 ทันที
       
       เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐาน ของ สพฐ. ไปรวบรวมผลงานวิชาการของอาจารย์รัชนีว่ามีผลงานโดดเด่นๆ อะไรบ้าง เพื่อยกย่องให้เป็นผลงานชั้นเยี่ยม ทั้งนี้ ในสมัยอดีตอาจารย์รัชนีถือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใน สพฐ. ได้ผลิตผลงานระดับคุณภาพออกมาอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะหนังสือเรียนภาษาไทยระดับประถมศึกษา (ป.1-ป.6 ชุดมานี มานะ ปิติ ชูใจ) ของอาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ ซึ่งเป็นหนังสือเรียนภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้ในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศระหว่าง พ.ศ. 2521-2537 ส่วนจะรื้อฟื้นแบบเรียนภาษาไทยของอาจารย์รัชนีขึ้นมาใหม่อีกครั้งหรือไม่นั้น 



ต้องบอกว่าหนังสือเรียนภาษาไทย มานี มานะ ปิตี ชูใจ เป็นแบบเรียนแห่งความทรงจำ และ สพฐ. ไม่ได้มีการยกเลิก แต่จะไปอยู่ในหมวดหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กประถมศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งมีผู้พิมพ์แบบเรียนออกจำหน่ายน้อยมาก เนื่องจากครูและเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักหนังสือเรียนดังกล่าวว่ามีความเป็นมาอย่างไร ขณะเดียวกันครูก็ไม่ได้มีการส่งเสริมให้ใช้เท่าที่ควร ซึ่งความประทับใจขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคนมากกว่า เพราะครูบางคนเห็นคุณค่าแต่ก็มีครูอีกหลายคนก็กลับไม่เห็นคุณค่า และแบบเรียนดังกล่าวก็ใช้อยู่ไม่กีปีเท่านั้น.




ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

"จาตุรนต์" หนุนสอนแจกลูก-สะกดคำ



“จาตุรนต์” หนุนใช้แบบเรียนเร็ว สอนแบบแจกลูกสะกดคำ ชี้เป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียน เล็งทบทวนลดกลุ่มสาระสำหรับเด็กเล็ก เพื่อให้มีเวลาเรียนภาษาไทยมากขึ้น ชี้ครูไทยสอนท่องจำเป็นคำๆ ส่งผลเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

วันนี้ (18 เม.ย.57) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมนำ "แบบเรียนเร็วใหม่ ระดับต้น ระดับกลาง และปลาย ของอำมาตย์โทพระวิภาชน์ วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวส)"   กลับมาใช้เป็นแบบเรียนสำหรับเด็กช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งเป็นแบบเรียนฝึกสะกดคำ และได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นแบบเรียนในโรงเรียนมาแล้วตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2499 โดยการนำแบบเรียนดังกล่าวมาใช้เพื่อให้เด็กอ่านออก เขียนได้ เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนไม่เน้นการสอนแบบแจกลูกสะกดคำแล้ว แต่เน้นให้เด็กท่องจำเป็นคำๆ ทำให้เมื่อเจอศัพท์ใหม่ จึงไม่สามารถอ่านได้ ว่า การนำแบบเรียนดังกล่าวกลับมาใช้เป็นผลมาจากที่ สพฐ. ได้ไปสแกนการอ่าน ออก เขียนได้ของเด็กทั่วประเทศ และพบว่ามีเด็กป.3 และป.6 อ่านหนังสือไม่ออกจำนวนมาก และอยู่ในช่วงปรับปรุงถึงกว่า 200,000 คน ทำให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนพยายามหาวิธีปรับปรุงการสอนภาษาไทย ซึ่งมีทั้งการสอนแบบเข้มข้น การแยกเด็กออกมาสอนต่างหาก การสอนพิเศษเพิ่มเติม ขณะเดียวกันยังพบปัญหาว่าหลักสูตรมีกลุ่มสาระวิชามากเกินไป  ต่อไปคงต้องมาพิจารณาทบทวนลดกลุ่มสาระที่สอนสำหรับเด็กเล็ก เพื่อให้มีเวลาเรียนภาษาไทย หรือวิชาอื่นเช่น คณิตศาสตร์ เพิ่มมากขึ้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนวิธีการสอนจากการสอนให้สะกดคำ มาเป็นการสอนให้จำเป็นคำๆ ซึ่งต่อมาครูก็ค้นพบว่า วิธีการสอนให้เด็กจำ ทำให้เด็กอ่านสะกดไม่เป็น จึงย้อนเอาวิธีการสอนสะกดคำมาใช้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาหลักสูตรมีความโน้มเอียงไปอย่างไร จึงไม่สอนให้เด็กสะกดคำ ทั้งที่ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ต้องเรียนแบบสะกด ดังนั้นการที่ สพฐ. นำการเรียนแบบสะกดมาใช้จึงเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม

" ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเรื่องการเรียนการสอนภาษาไทยยังมีมากกว่านี้ ทั้งการสอนให้เด็กสนใจ คิดเป็น แต่งประโยคเป็น รวมถึงต้องโยงไปถึงการทดสอบวัดผลภาษาไทย การกำหนดเนื้อหาให้สอดคล้องกับการเรียนภาษาแม่ และการวัดความรู้หรือสมรรถนะภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาแม่ด้วย การนำแบบเรียนเร็วใหม่กลับมาใช้ดูเหมือนเป็นการย้อนยุค แต่ความจริงไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องเทคนิค ความรู้พื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียน" นายจาตุรนต์ กล่าว




        
         
ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

เสวนาการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551



เสวนาการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุมเสวนาการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557 ที่ห้องราชาบอลรูม โดยมีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อนุกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านมาตรฐานการศึกษาและหลักสูตร คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์/วิทยาศาสตร์/สังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์  ผู้บริหาร ศธ. รวมทั้งผู้บริหารจากหลายหน่วยงาน อาทิ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)  สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นายกสมาคมครู หน่วยงานการศึกษาสังกัดต่างๆ ที่ใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักวิชาการ เข้าร่วมกว่า 200 คน

รมว.ศธ. กล่าวเปิดการเสวนาในครั้งนี้ว่า การระดมความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน นำไปสู่การดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนก็จะส่งต่อไปยังคณะและองค์กรผู้รับผิดชอบนำหลักสูตรไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติต่อไป



ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อยุติของการปฏิรูปหลักสูตรและสามารถนำไปใช้ได้จริง
จำเป็นต้องดำเนินการใน 
ส่วน คือ
  • รับฟังความคิดเห็นอย่างเต็มที่ของผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ผลิต คือคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ไปจนถึงผู้ที่จะนำไปใช้ในระดับสถานศึกษา
  • ส่งต่อเรื่องนี้จากคณะกรรมการหลักสูตรฯ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากนั้นเสนอให้ รมว.ศธ. ลงนามประกาศใช้ต่อไป ซึ่งต้องการดำเนินโดยเร็วที่สุด โดยผ่านกระบวนการรับฟังอย่างดีและมีประสิทธิผล คือ ใช้แล้วเกิดผลดีจริงๆ และสอดคล้องกับการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาไทย ที่จะต้องมีการปรับปรุงการเรียนการสอนคู่ขนานไปกับหลักสูตร เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นและให้การดำเนินการทั้งหมดได้ผลดี มีประสิทธิผล และสามารถดำเนินการไปพร้อมกันได้


ในส่วนของสาระสำคัญของหลักสูตรใหม่ 

ก็คือ การปรับหลักสูตรให้สอดรับกับคุณลักษณะพึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ ทักษะการทำงาน ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้ใหม่ๆ ในโลกที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายอย่างไม่จำกัด ที่สามารถเผยแพร่หรือเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรู้และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำเนื้อหาสาระ โดยจะต้องปรับการเรียนการสอน เช่น ภาษาต่างประเทศ จะเน้นการเรียนเพื่อการสื่อสาร เรียนจากการใช้จริง รวมทั้งต้องปรับระบบการทดสอบวัดผลด้วย

นอกจากนี้ จำนวนชั่วโมงเรียนคาดว่าจะน้อยลง แต่จะจัดการเรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เน้นทักษะการเรียนรู้ โครงงาน การแก้ปัญหา ซึ่งเรื่องของเวลาการเรียนจะต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ใช้เวลาเรียนมาก ได้ความรู้น้อย” เพราะในประเทศที่มีการแข่งขันด้านการศึกษาสูงๆ จำนวนเวลาเรียนจะรวมทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน คือ เวลาทำการบ้าน เวลาเตรียมตัว บางประเทศใช้เวลาเรียนมากจึงสำเร็จ แต่บางประเทศสำเร็จทั้งๆ ที่ใช้เวลาน้อยกว่า และบางประเทศเรียนไม่มากแต่ใช้เวลาที่เหลือในการทำกิจกรรมในโรงเรียน เป็นต้น





ความเห็นหลากหลาย
ต่อ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551

นางสาววีณา อัครธรรม ที่ปรึกษา สพฐ.ด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ กล่าวว่า พบข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ดังนี้
  • หลักสูตรไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้หลายด้าน  เช่น โครงสร้างเวลาเรียนชั้น ป.1-3 ไม่เอื้อต่อการพัฒนาการอ่าน การเขียน ควรจัดแบบบูรณาการ โดยเฉพาะกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เวลาเรียนยังไม่สอดคล้องกับจำนวนตัวชี้วัด และขอบข่ายแต่ละชั้นปีของสมรรถนะ คุณลักษณะ และทักษะ/กระบวนการไม่ชัดเจน
  • สถานศึกษาให้ความสำคัญกับรายวิชาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาวิชาการ มากกว่าทักษะชีวิตและการไปสู่อาชีพ โดยจัดการเรียนการสอนเน้นเนื้อหาสาระมากกว่าทักษะกระบวนการ ยึดหนังสือเรียน หน่วยการเรียนรู้/แผนการสอนของเอกชน จัดติววิชาการในเวลาของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และเน้นการประเมินเพื่อการตัดสิน
  • การดำเนินการของ สพฐ. ได้แก่ เน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จัดแผนการเรียนรู้คละชั้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก จัดหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ แผนการจัดการเรียนรู้ 200 วัน รวมทั้งวิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อใช้สนับสนุนการเรียนรู้ และจัดทำแนวทางพัฒนาและวัดผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์


นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ผู้วิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำเสนอผลการวิจัย เรื่องการปรับหลักสูตรแกนกลาง ตามแนวทางการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

แนวคิดสำหรับหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ 1) หลักสูตรกระชับ เน้นความสำคัญของแนวคิดหลัก คำถามสำคัญ กระบวนการ และวิธีการเรียนรู้ในสาขาวิชา โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง 2) หลักสูตรช่างคิด เน้นการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงควบคู่กับการเรียนรู้เนื้อหา ผสมผสานเนื้อหากับกระบวนการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์จริง และการตั้งคำถาม “อย่างไร” และ “ทำไม”  และ 3) หลักสูตรเชิงบูรณาการ เปิดโอกาสให้มีการจัดการเรียนการสอนข้ามสาขาวิชาผ่านโครงงาน ปัญหา หรือชุดประสบการณ์ และจัดคาบเรียนแบบหลอมรวม
โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง ดังนี้
  • หลักการ เน้นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้หรือคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ทำงาน และการดำรงชีวิต รวมทั้งจัดแบ่งสมรรถนะผู้เรียนอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทักษะอื่นๆ อย่างรอบด้าน และสอดแทรกสมรรถนะเข้าไปในหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
  • สาระการเรียนรู้ ได้แก่ จัดการเรียนรู้โดยอิงกลุ่มสาระวิชา อิงการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ และจัดกลุ่มการเรียนรู้ให้เหลือเพียง กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาษาและการสื่อสาร (รวมภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ) คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษาและมนุษยศาสตร์ เพื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการจัดการเรียนรู้ ออกแบบสื่อการเรียนรู้และนำ ICT มาใช้สนับสนุนการเรียนการสอนแบบใหม่
  • มาตรฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ผสมผสานทักษะการสื่อสาร การแก้ไขปัญหา และความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้กับสถานการณ์จริง เน้นแนวคิดหลักของกลุ่มสาระวิชา เช่น กระบวนการแก้ไขปัญหาและใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ การหาความจริงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ฯ เป็นต้น
  • เวลาเรียน ต้องปรับเวลาเรียนขั้นต่ำทั้งหมดให้น้อยลงตามแนวคิด “สอนน้อยลง เรียนรู้มากขึ้น” การกำหนดจำนวนเวลาเรียนแต่ละกลุ่มสาระไม่ควรเป็นแบบตายตัว เพื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการจัดการเรียนรู้ และออกแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการได้มากขึ้น
  • การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ได้แก่ ประเมินจากความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ สนับสนุนการประเมินผลงานระดับสถานศึกษา และประเมินความเข้าใจและประยุกต์ใช้ความรู้ในระดับชาติ ปรับตัวชี้วัดจากทุกชั้นปีเป็นระดับช่วงชั้น ระดับ ปรับตัวชี้วัดให้อิงทักษะหรือผลลัพธ์ในการเรียนรู้ที่สะท้อนพัฒนาการในแต่ละระดับอย่างชัดเจน และจัดทำชุดตัวชี้วัดที่หลากหลายสำหรับโรงเรียนที่ไม่สามารถออกแบบตัวชี้วัดด้วยตนเอง




ข้อเสนอและประเด็นความคิดเห็นบางส่วนจากการเสวนา
ผศ.ดร.อรรณพ จีนะวัฒน์ ประธานกรรมการประจำสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า หลักสูตรใหม่ควรมีความยืดหยุ่น เน้นเนื้อหาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเน้นพัฒนาผู้เรียนที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แทนการเป็นผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว ยกระดับจิตใจผู้เรียนให้สามารถอยู่รอดในโลกยุคใหม่ ผลิตครูที่มีความรู้ความสามารถในการสอน STAM และพัฒนาให้รู้เท่าทันเทคโนโลยี โดยเน้นการเรียนรู้จากContent ในเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการเรียนแบบ Brain-based Learning มากขึ้น
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า หลักสูตรควรเน้นการเตรียมความพร้อมแก่เด็ก เพื่อให้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ของโลก เช่น การขาดแคลนอาหาร น้ำและน้ำมัน ปัญหาอาชญากรรม คุณธรรมจริยธรรมเสื่อม จะเสริมด้วยวิชาการด้านใดเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต โดยอาจจะใช้จุดเด่นของประเทศ ที่ประเทศอื่นๆ ไม่มี เช่น ธรรมะ การรู้จักตนเอง รู้ที่มา/จุดมุ่งหมายของการใช้ชีวิต คุณธรรมจริยธรรม เป็นต้น

นายชัยอนันต์ แก่นดี ผู้อำนวยการโรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ กล่าว่าเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร โดยขอให้มีกระบวนการเรียนการสอนและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

นายก่อศักดิ์ ศรีน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ขอให้สะท้อนข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการใช้หลักสูตรฯ พ.ศ.2551 ต่อครู เพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในระดับสถานศึกษา ห้องเรียน ครูและนักเรียน โดยจะต้องจัดอบรมและให้ความรู้แก่ครูและศึกษานิเทศก์เกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ก่อนนำไปใช้เป็นเวลา ปี รวมทั้งเพิ่มตัวชี้วัดเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นลงไปในหลักสูตรด้วย

นางสาวสุภาวดี วงษ์สกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับหลักสูตร แต่ขอให้นำหลักสูตรลงไปถึงครูและห้องเรียนจริงๆ ในส่วนของการพัฒนาครูในระบบให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่สำหรับครูใหม่ที่ศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ควรผลิตด้วยหลักคิดและเนื้อหาหลักสูตรใหม่ รวมทั้งขอให้ผลิตนักวัดและประเมินผลเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดแคลนด้วย

นางสาววิมลรัตน์ ศรีสุข ครูโรงเรียนกำแพงเพชรวิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการนำผลการประเมินระดับนานาชาติ PISA มาใช้เป็นแนวทางหลักในการปรับปรุงหลักสูตร ทำให้เนื้อหาภูมิปัญญาไทยและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยขาดหายไป ส่งผลให้การกำหนดผลเรียนรู้เรื่องของงานบ้าน งานผ้า งานคหกรรม สมุนไพร ฯลฯ ขาดหายไปด้วย

รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมถึงขั้นตอนที่จะต้องให้ความสำคัญคือ การนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับโรงเรียน ซึ่งจะต้องยกเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพื่อหารือกับผู้จัดทำหลักสูตร ผู้ใช้หลักสูตร หรือผู้มีประสบการณ์ ในการคิดกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่โรงเรียนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการดำเนินการในส่วนอื่นๆ ต่อไปด้วย เช่น การวัดและประเมินผล การออกแบบสื่อการเรียนการสอน โดยได้มอบให้ สพฐ.รวบรวมประเด็นที่จะเป็นกรอบการระดมความเห็นในครั้งต่อไป เพื่อให้การเสวนาเจาะลึกในรายละเอียดและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน.



นวรัตน์ รามสูต

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
24/3/2557

จากเว็บไซต์ ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ
http://www.moe.go.th/websm/2014/mar/069.html

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาในเขตพื้นที่สูงและชายแดนของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2557



การประชุมเสวนาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาในเขตพื้นที่สูง ที่เชียงราย
 อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย - 
         นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเสวนาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่สูงและชายแดน ประจำปีงบประมาณ 2558-2561    โดยมี ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ  ดร.กมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   พลเอกวิชิต ศาทรานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ศธ.    ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงราย เขต 1-3    ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 36 ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักเรียน เข้าร่วมกว่า 100 คน   เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 ที่ห้องประชุมโรงแรมดอยหมอกดอกไม้รีสอร์ท    พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี  ตั้งแต่เวลา 10.05-11.00 น.

        ดร.กมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมเสวนาในครั้งนี้ว่า เพื่อรับฟังความเห็น มุมมอง ข้อเสนอแนะ ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่สูงและชายแดน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่สูงและชายแดน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558-2561 ซึ่งหวังว่าผลการประชุมเสวนาในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดแผนยุทธศาสตร์และข้อมูลสารสนเทศที่เป็นปัจจุบัน ทันสมัย ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และสามารถนำไปใช้พัฒนาการจัดการศึกษาโรงเรียนในเขตพื้นที่สูงและชายแดน ตลอดจนช่วยให้การดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.มีนโยบายที่ชัดเจนที่จะเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ให้เป็นนโยบายในภาพรวม  และจากการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หลายเรื่อง เช่น เด็กตกหล่น เด็กออกกลางคัน ซึ่งมีจำนวนมากนั้น ประเทศไทยต้องให้ความสนใจและความสำคัญกับสัญญาอนุสัญญาระหว่างประเทศ ปฏิญญาจอมเทียนในเรื่องการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ซึ่งเป็นเรื่องในภาพรวมด้วย



ในส่วนของการศึกษาในพื้นที่สูง ชายขอบ และชายแดน จะมีเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะจำนวนมาก ตามสภาพของภูมิประเทศ ความลำบาก ทุรกันดาร ความขาดแคลนในทุกๆ ด้าน และที่สำคัญคือ ความมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งพบว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมนี้ยังเป็นเอกลักษณ์ที่หลากหลาย อยู่ร่วมกันของคนหลากหลายวัฒนธรรมก็มี อยู่ร่วมกันจำนวนมากของผู้ที่มีวัฒนธรรมและภาษาร่วมกันก็มี ฉะนั้นในลักษณะพิเศษอย่างนี้ จะดูแลผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลักษณะนี้ให้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกันได้อย่างไร ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างสอดคล้องกับศักยภาพได้อย่างไร



จากการเดินทางไปเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในพื้นที่สูงและได้รับฟังความคิดเห็นบางส่วน ทำให้เห็นว่าเรื่องที่ควรให้ความสนใจมีหลายประเด็น ที่สำคัญคือ เรื่องของลักษณะพิเศษของสังคม ประชาชน และชุมชน รวมทั้งต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศที่มาเกี่ยวข้อง ของประเทศเพื่อนบ้าน และเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ที่มีบทบาทต่อภูมิภาคนี้ ทำให้แนวความคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาชนของไทย ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น เราอาจจะเคยมองปัญหาเด็กเยาวชน ประชาชน ที่เป็นภาระของหลายฝ่ายที่ต้องดูแล แต่ปัจจุบันอาจจะมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สามารถพัฒนาได้ และนำมาช่วยพัฒนาประเทศได้ ซึ่งในเรื่องเหล่านี้จะเสวนาในรายละเอียดต่อไป



ส่วนประเด็นที่จะต้องให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ การสอนภาษาไทยสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ แม้จะมีองค์ความรู้อยู่บ้างแล้วก็ตาม แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ให้ได้ผล เพราะการเรียนวิชาต่างๆ ต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่หากเราสอนภาษาไทยไม่ได้ดีตั้งแต่ต้น หรือตลอดทาง การจะให้เด็กได้เรียนรู้วิชาต่างๆ ได้ดีก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา การร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ กับภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนเข้ามาช่วยเหลือกัน การดูแลอุดหนุนและให้การสนับสนุนโรงเรียนอย่างเหมาะสม เพื่อให้โรงเรียนเล็กๆ โรงเรียนในที่ลำบาก สามารถได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น มากกว่าการจะพึ่งพาอาศัยเฉพาะเงินอุดหนุนรายหัว  ภายหลังพิธีเปิด รมว.ศธ.และคณะผู้บริหาร ได้ชมนิทรรศการความก้าวหน้าของสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ที่จัดการศึกษาในเขตพื้นที่สูงและชายแดนของจังหวัดเชียงราย






รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติม
จากผลการเสวนาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

- การผลิตและพัฒนาครู เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคิดวางระบบวางแผน เพื่อที่จะได้ครูที่มีองค์ความรู้พร้อมที่จะมาสอนในพื้นที่ที่มีทั้งความแตกต่างหลากหลาย เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยส่งเสริมให้คนในพื้นที่เป็นครูมากขึ้น ส่งเสริมแรงจูงใจ เส้นทางความก้าวหน้าทางอาชีพ และสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้อยู่ได้นานๆ เพราะปัญหาก็คือ ครูมาจากที่อื่นอยู่ไม่นานก็จะย้ายออกไป เนื่องจากไม่ได้ครูที่เข้าใจพื้นที่ เข้าใจสภาพความเป็นจริง และมีประสบการณ์เพียงพอ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องดูทั้งระบบของ ก.ค.ศ. และคุรุสภามาประกอบด้วย ในส่วนของการผลิตครู ต้องดูการวางระบบกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะต้องสร้างความเข้าใจระดับนโยบายของผู้บริหาร ครูผู้สอน และให้คนในเมืองยอมรับความแตกต่างของชนเผ่า

- ทักษะด้านอาชีพ  จะต้องสร้างระบบ กลไก ให้เด็กในพื้นที่สูง มีทักษะด้านอาชีพที่หลากหลาย มีงานทำ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ ปลูกฝังความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต ขยันขันแข็ง

- การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพเฉพาะของพื้นที่  ซึ่งขณะนี้มีตัวอย่างที่ดีๆ เช่น บางโรงเรียนสอน 2-3 ระบบ เป็นการสอนเด็กตามสภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก ด้วยวิธีการและใช้เวลาที่ต่างกัน เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การจัดการศึกษาในพื้นที่เช่นนี้จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทั้งประเทศ ทั่วประเทศไม่ได้ ซึ่งองค์ความรู้มีอยู่แล้วในพื้นที่ แต่ต้องพัฒนาและหาหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะการมีมาตรฐานกลาง ข้อสอบกลางแบบ O-Net ที่จะนำมาใช้ด้วยความเข้าใจและเพื่อให้รู้สภาพสถานะการจัดการศึกษา ในการที่จะพัฒนาปรับปรุงต่อไป รวมทั้งนำมาใช้เพื่อให้รางวัล ความก้าวหน้า ความสำเร็จ จะต้องให้คะแนนและน้ำหนักกับการทำงานในพื้นที่ที่มีลักษณะเช่นนี้เป็นหลัก

- การสอนภาษา  เป็นเรื่องใหญ่มากที่จะต้องนำความรู้ ประสบการณ์ทั้งหมดมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อพิจารณาหาแนวทางการสอนภาษาไทยให้ได้ผล มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ควรจะต้องเพิ่มเวลาการเรียนการสอน มีการสอนอย่างเข้มข้น ลดชั่วโมงเรียนวิชาอื่นๆ และต้องสอนโดยผู้ที่รู้ถึงการสอนภาษาไทยสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่ แต่ใช้ภาษาของชนเผ่าหรือภาษาถิ่นเป็นภาษาแม่ ซึ่งจะต้องมีวิธีเรียนวิธีสอนที่แตกต่างจากการสอนเด็กที่มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่ มีการพัฒนาทั้งสื่อการเรียนการสอน หนังสือเรียน วิธีสอน การสอนสองภาษาควบคู่กัน และการเพิ่มเวลาสอน เป็นเรื่องที่คิดอย่างเร่งด่วน เพราะหากสอนภาษาไทยไม่ได้ผล เด็กก็จะไม่มีเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาต่างๆ และการจะประสบความสำเร็จก็จะทำได้ยาก ทั้งนี้ สำหรับการให้เด็กไปเรียนใน 2 โรงเรียน เพื่อเรียนภาษาไทยและภาษาจีนนั้น อาจต้องมีนโยบายพิเศษให้เรียนในวิชาที่ถนัด เช่น ภาษาอังกฤษอย่างเดียว หรือภาษาจีนอย่างเดียว จึงขอให้ไปช่วยคิดหาแนวทางกันต่อไป

- การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ ที่จะให้เด็กเข้าถึง Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อเรียนรู้จากข้อมูลข่าวสารที่มีมากมาย ทั้งที่ผ่านอินเทอร์เน็ตและไม่ใช้อินเทอร์เน็ต ต้องพัฒนาอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยในการจัดการศึกษาในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก


http://www.moe.go.th/websm/2014/mar/060.html

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ภาษาบอกรักของประเทศกลุ่มอาเซียนเนื่องในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2557

ภาษาบอกรักของประเทศสมาชิกอาเซียน

เนื่องในวันแห่งความรัก  14 กุมภาพันธ์ 2557


ภาษาบอกรักของบรูไน
                                                    
                                             บรูไน เรียกว่า ซายาจินตากันมู (Saya cintakan mu)
ภาษาบอกรักของกัมพูชา
                                                     
                                               เขมร เรียกว่า บองสรันโอน (Bon sro lahn oon)
ภาษาบอกรักของอินโดนีเซีย
                                                      
                                      อินโดนีเซีย เรียกว่า ซายาจินตาปาดามู (Saya cintapada mu)
ภาษาบอกรักของลาว
                                                       
                                                      ลาว เรียกว่า ข้อยฮักเจ้า (Khoi Hak Jao)
ภาษาบอกรักของมาเลเซีย
                                                      
                                               มาเลเซีย เรียกว่า ซายาจินตามู (Saya cinta mu)
ภาษาบอกรักของฟิลิปปินส์
                                                       
                                                    ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาฮัลกะตา (Mahal kata)
ภาษาบอกรักของสิงคโปร์
                                                     
                                                     สิงคโปร์ เรียกว่า ไอเลิฟยู (I love you)
ภาษาบอกรักของไทย
                                                    
                                                 ไทย เรียกว่า ฉันรักเธอ (Chan Rak Ter)
ภาษาบอกรักของเวียดนาม
                                                    
                                                 เวียดนาม เรียกว่า ตอยยิ่วเอ๋ม (Toi yue em)
ภาษาบอกรักของพม่า
                                                     

                                                        พม่า เรียกว่า จิตพาเด (chit pa de)