Love to Read
LOVE TO READ อ่านมากรู้มาก อ่านน้อยรู้น้อย ไม่อ่านไม่รู้
วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555
อันดับ 5 : Barack Obama vs Mitt Romney. Epic Rap Battles Of History Season 2.
อันดับห้า ได้แก่ Barack Obama vs Mitt Romney. Epic Rap Battles Of History Season 2. คลิปเพลงแร็พล้อเลียนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2012 ระหว่างบารัก โอบามาและมิต รอมนีย์
อันดับ 4 : Call Me Maybe
อันดับสี่
คลิปลิปซิงก์เพลง Call Me Maybe ของคาร์ลี เรย์ เจพเซ่น โดยจัสติน บีเบอร์ เซเลนา โกเมซ และเพื่อนๆ ซึ่งทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา
Call Me Maybe
มิวสิควิดีโอเพลงนี้
เพิ่งจะเปิดตัวออกมาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว
แต่ที่ทำให้มันกลายเป็นคลิปวิดีโอที่มีผู้ชมล้นหลาม ก็เพราะหนุ่มจัสติน บีเบอร์
เอาไปทวีตลงในทวิตเตอร์นั่นเอง งานนี้ก็เลยทำให้ผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาดู
จนกลายเป็นคลิปวิดีโอฮอตฮิตติดอันดับในที่สุด มีคนคลิกเข้าไปชมมากถึง 22,500,382 คน (ยี่สิบสองล้านห้าแสนสามร้อยแปดสิบสองคน) ณ เวลา 4.17 น.วันนี้ วันพุธที่ 19 ธันวาคม 2555 (ผู้เขียนเข้าไปชมเป็นคนที่ 22,500,382)
อันดับ 3 : KONY 2012
อันดับ 3
สารคดีขนาดยาว 30 นาทีที่มีคนแชร์ต่อมากที่สุดในโลก วิดีโอนี้จัดทำโดยกลุ่ม Invisible Children ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงและมีผู้ให้ความสนใจชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
เป็นคลิปวิดีโอที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวชื่อว่า "Invisible Children"
ตั้งใจทำออกมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายของ โจเซฟ โคนี่
อาชญากรสงครามแห่งยูกันดา ที่ลักพาตัวเด็กออกจากอ้อมอกของพ่อแม่
เพื่อนำเด็กไปเป็นนักรบบ้าง เหยื่อกามารมณ์บ้าง และนำไปทรมานทารุณและฆ่าบ้าง
เป็นระยะเวลากว่า 26 ปีแล้ว ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ในยูกันดามีชีวิตอยู่กันอย่างหวาดผวา
และวิดีโอนี้ได้กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ระดับโลกไปช่วงนี้
เพราะมีหลายฝ่ายออกโรงมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเนื้อหาบิดเบือนความจริง
และเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวเท่านั้น
อันดับ 2 : Somebody That I Used to Know
อันดับสอง
วิดีโอคัฟเวอร์ เพลง Somebody That I Used To Know ของโกทีเย (Gotye) โดยวง Walk off the Earth จากแคนาดา โดยมีการใช้นักดนตรี 5 คนในการเล่นกีต้าร์ 1 ตัว มีผู้เข้าชมมากถึง 141,121,131 คน
ฮอตฮิตติดชาร์ตขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดเลยทีเดียว สำหรับ Somebody That I Used to Know
เพลงเพราะ ๆ จากศิลปินหนุ่ม Gotye ที่ฟีเจอริ่งกับ Kimbra
จึงไม่แปลกที่มิวสิควิดีโอเพลงนี้จะได้รับความนิยมมากตามไปด้วย
และแรงข้ามปีด้วย
อันดับ 1 ได้แก่ PSY - GANGNAM STYLE (강남스타일) M/V
อันดับหนึ่ง ได้แก่ PSY - GANGNAM STYLE (강남스타일) M/V เพลงกังนัมสไตล์ของไซ (Psy) นักร้องชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดผู้ชมสูงถึง 971,518,818 ครั้ง และกลายเป็นวิดีโอที่มีคนดูมากที่สุดตลอดกาลในเวลาเพียง 6 เดือน
- อันดับสองได้แก่
10 คลิปของ YouTube ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด แห่งปี 2012
เว็บไซต์ YouTube สรุป
"10 คลิป แห่งปี 2012" ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด
เว็บไซต์ยูทูปทำคลิปลิบซิงก์ เพลงกังนัมสไตล์ และเพลง Call Me Maybe
สรุปเทรนด์คลิปวิดีโอปี 2012 ที่กำลังจะผ่านไป
โดยมีนักร้องเกาหลีใต้ ชื่อไซ
ซึ่งเพลงของเขามีคนดูมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในยูทูป
พร้อมบรรดาคนดังในยูทูปร่วมแสดงด้วย
คลิปวิดีโอที่มีผู้ชมมากที่สุดในปี 2012
จำนวน 10 อันดับแรก ได้แก่
- อันดับหนึ่ง ได้แก่ PSY - GANGNAM STYLE (강남스타일) M/V เพลงกังนัมสไตล์ของไซ (Psy) นักร้องชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดผู้ชมสูงถึง 971,518,818 ครั้ง และกลายเป็นวิดีโอที่มีคนดูมากที่สุดตลอดกาลในเวลาเพียง 6 เดือน
- อันดับสองได้แก่ Somebody That I Used to Know - Walk off the Earth (Gotye - Cover) วิดีโอคัฟเวอร์เพลง Somebody That I Used To Know ของโกทีเย (Gotye) โดยวง Walk off the Earth จากแคนาดา โดยมีการใช้นักดนตรี 5 คนในการเล่นกีต้าร์ 1 ตัว มีผู้เข้าชมมากถึง 141,121,131 คน
- อันดับสาม ได้แก่ KONY 2012 สารคดีขนาดยาว 30 นาทีที่มีคนแชร์ต่อมากที่สุดในโลก วิดีโอนี้จัดทำโดยกลุ่ม Invisible Children ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงและมีผู้ให้ความสนใจชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
- อันดับสี่ ได้แก่ "Call Me Maybe" by Carly Rae Jepsen - Feat. Justin Bieber, Selena, Ashley Tisdale & MORE! คลิปลิปซิงก์เพลง Call Me Maybe ของคาร์ลี เรย์ เจพเซ่น โดยจัสติน บีเบอร์ เซเลนา โกเมซ และเพื่อนๆ ซึ่งทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา
- อันดับห้า ได้แก่ Barack Obama vs Mitt Romney. Epic Rap Battles Of History Season 2. คลิปเพลงแร็พล้อเลียนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2012 ระหว่างบารัก โอบามาและมิต รอมนีย์
- อันดับหก ได้แก่ A DRAMATIC SURPRISE ON A QUIET SQUARE คลิปโฆษณาจาก TNT ช่องทีวีของเบลเยียม โดยทีมงานวางปุ่มแดงกลางจัตุรัสเมืองเฟลมิช รอให้คนมากดและเกิดฉากแอคชั่นขึ้นมากมาย
- อันดับเจ็ด ได้แก่ WHY YOU ASKING ALL THEM QUESTIONS? .. #FCHW คลิปของเอ็มมานูเอล ฮัดสัน ร่วมกับ Spoken Reasons คนดังบนยูทูบ ร้องเพลงแร็พบ่นเรื่องที่แฟนสาวมักจะถามอยู่ตลอด เช่นว่า ไปไหน กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ จริงเหรอ?
- อันดับแปด ได้แก่ Dubstep Violin- Lindsey Stirling- Crystallize คลิปของ ลินเซย์ สเตอริง นักไวโอลินชาวอเมริกัน ซึ่งแสดงไวโอลิน บวกกับการเต้น dubstep ท่ามกลางภูเขาน้ำแข็ง
- อันดับเก้า ได้แก่ Facebook Parenting: For the troubled teen. คลิปที่ชายคนหนึ่งทำเพื่อแก้แค้นลูกสาว โดยหลังจากอ่านข้อความของลูกสาววัย 15 ปี ซึ่งโพสต์บ่นเรื่องงานบ้านที่เธอต้องทำและความยุ่งยากที่พ่อแม่สร้างให้กับชีวิตของเธอบนเฟซบุ๊ก แต่บล็อคไม่ให้เขาเห็น ชายคนดังกล่าวก็ยิงแล็บท็อปของเธอด้วย ปืน .45
- อันดับสิบ ได้แก่ Felix Baumgartner's supersonic freefall from 128k' - Mission Highlights คลิปที่เครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ส่งฟิลิกซ์บามการ์ทเนอร์ ดิ่งมาจากชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ ที่สูงกว่า 39,045 เมตร
ที่มา: http://www.youtube.com/user/theyearinreview
Wed, 2012-12-19 01:26
วันพุธที่ 19 ธันวาคม 2555
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://prachatai.com/journal/2012/12/44280
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555
21-12-2012 โลกไม่ได้แตก
ScienceCasts: Why the World Didn't End Yesterday
กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดในหน้าสื่อขณะนี้เลยทีเดียว สำหรับวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ที่คนหลายกลุ่มเชื่อกันมาตลอดว่าเป็นวันสิ้นโลก ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันแล้วว่าโลกไม่แตกแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็ยังได้รับการพูดถึงอยู่ไม่สร่างซา ล่าสุดนาซ่าได้เปิดเผยคลิปวิดีโอน่าสนใจออกมาคลิปหนึ่ง เป็นความจริงเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นคลิปวิดีโอที่มีชื่อว่า"The World Didn't End Yesterday" หรือ โลกไม่ได้แตกเมื่อวานนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะจัดทำขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ในวันที่ 22 ธันวาคม 2012 หรือก็คือหลังวันโลกแตก 1 วัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ ถึงได้เผยแพร่ออกมาก่อนกำหนดถึง 11 วัน
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดคงไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่เนื้อหาภายในคลิปวิดีโอนี้มากกว่า โดยมีการไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลก และลบล้างความเชื่อเรื่องโลกแตกที่เคยมีมาตลอดได้ดีเลยทีเดียว
เนื้อหาในคลิปเริ่มต้นขึ้นด้วยประโยคที่ว่า "ถ้าหากพวกคุณได้ดูคลิปวิดีโอนี้ นั่นหมายถึงว่าโลกของเราไม่ได้อวสานไปเมื่อวานนี้" ก่อนที่จะอ้างคำยืนยันของดอกเตอร์จอห์น คาร์ลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์สมัยโบราณ ว่าตลอด35ปีที่เขาศึกษาด้านดาราศาสตร์โบราณ และได้ศึกษาปฏิทินมายา เขาพบว่าปฏิทินมายาถูกนำไปตีความผิดต่าง ๆ นานามาหลายปีแล้ว จริง ๆ แล้วปฏิทินมายาไม่ได้ระบุเลยสักนิดว่า โลกจะถึงกาลอวสานในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ มันเป็นแค่การสิ้นสุดรอบปฏิทินรอบหนึ่งตามหลักเทววิทยาของชาวมายันเท่านั้น เปรียบเสมือนกับปฏิทินรอบปีของคนทั่วโลก ที่สิ้นสุดที่วันที่ 31 ธันวาคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลังจากวันนั้นจะไม่มีวันใหม่ หรือจะเป็นวันที่โลกแตก
นอกจากนี้ นาซายังเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับดาวนิบิรุ ที่ชาวสุเมเรียนค้นพบตั้งแต่โบราณกาล และมีความเชื่อว่าดาวดวงนี้จะชนกับโลกในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ว่า ไม่มีดาวนิบิรุตามความเชื่อแต่อย่างใด และเร็ว ๆ นี้ ก็จะไม่มีดาวหรืออุกกาบาตที่ไหนพุ่งชนโลกด้วย เพราะถ้าหากจะมีดาวหรืออุกกาบาตพุ่งชนโลกจริง ๆ ป่านนี้คนบนโลกคงจะได้เห็นจุดเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนฟ้าช้า ๆ และขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ให้เราได้เห็นเป็นเวลานานนับสัปดาห์หรือเป็นเดือนเลยทีเดียว ที่สำคัญ หากมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น นาซาก็คงจะตรวจสอบพบก่อนมันจะชนโลกล่วงหน้าได้เป็นสิบปีร้อยปี
ส่วนความเชื่อที่ว่า แม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนขั้ว จนทำให้ทุกอย่างบนพื้นผิวโลกแปรปรวน เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ไปพร้อม ๆ กันทั่วโลกนั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้แต่อย่างใด และถ้าหากจะเกิดขึ้น ก็ต้องใช้เวลานานนับล้าน ๆ ปี ไม่ได้เกิดขึ้นคราวเดียวอย่างที่มีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้ ที่สำคัญ ระหว่างที่แกนแม่เหล็กโลกเปลี่ยนขั้ว สิ่งมีชีวิตบนโลกก็จะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยด้วย
ดังนั้น จึงไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องโลกแตก แต่เป็นเรื่องโลกร้อนที่เห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นทุกวัน เราจึงควรร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ดีกว่า เพราะโลกร้อนนี่แหละ ที่เป็นตัวการทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก และเกิดภัยพิบัติทั่วโลก จนนำมาซึ่งความสูญเสียดังที่เคยเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้น จึงไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องโลกแตก แต่เป็นเรื่องโลกร้อนที่เห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นทุกวัน เราจึงควรร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ดีกว่า เพราะโลกร้อนนี่แหละ ที่เป็นตัวการทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก และเกิดภัยพิบัติทั่วโลก จนนำมาซึ่งความสูญเสียดังที่เคยเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ขอบคุณข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ NASAtelevision สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)